CHAAI RADIO

             
<=กรุงเทพฯ,Thai <=อเมริกา, WashingtonDC <=รัสเซีย, Moscow <=เกียวโต,Japan

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

ครึ่งปี / (Half year)

2 กรกฎาคม 2550
07.32 น.

เป็นความครุ่นคิดที่ อึมครึมอยู่นะต่อเหตุการณ์สถานการณ์ บ้านเมือง ณ เวลานี้ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน หลังการปฏิรูป โค่นอำนาจอดีตนายกทักษิณ เมื่อ 19 กย. '49 เสร็จสิ้นก็ได้เปลี่ยนชื่อ เป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ( คมช. ) โดยการนำของ ท่าน พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน


ประวัติ
พลเอกสนธิ เป็นบุตรของ พันเอกสนั่น(เดิมนามสกุลอหะหมัดจุฬา) และนางมณี บุญยรัตกลิน เติบโตในครอบครัวมุสลิม ที่นับถือนิกายชีอะห์ ในจังหวัดปทุมธานี (บิดานับถือนิกายชีอะห์) แต่ตัวท่านนับถือศาสนาอิสลาม นิกายซุนนีย์ (มารดานับถือนิกายซุนนีย์) ต้นตระกูล เฉกอะหมัด หรือ เจ้าพระยาบวรราชนายก ขุนนางเชื้อสายเปอร์เซีย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี และ สมุหนายกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลูกหลานบางส่วนของเฉก อาหมัด เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เช่น ตระกูลบุนนาค ตระกูลจุฬารัตน์ โดยนามสกุล บุญยรัตกลิน (อ่านว่า บุน-ยะ-รัด-กะ-ลิน)จริงๆแล้วคือ บุณยรัตกลิน แต่พิมพ์ผิดเป็น "ญ" นั้น เป็นนามสกุลพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 มีที่มาจากการที่หนึ่งในสาแหรกฝั่งย่าเป็นทหารเรือ สังกัดพรรคกลิน คือหลวงพินิจกลไก(บุญรอด) มีชื่อทางมุสลิมว่า อับดุลเลาะห์ อหะหมัดจุฬา
พล.อ. สนธิ มีภรรยาทั้งหมด 3 คน ภรรยาคนแรกชื่อ สุกัญญา จดทะเบียบสมรสขณะที่สนธิยังเป็นพลโท ภรรยาคนที่สองชื่อ ปิยะดา จดทะเบียนสมรสเมื่อเป็นนายพล ภรรยาคนที่สามชื่อ วรรณา เขาอาศัยอยู่กับทั้งหมดแม้ว่าการมีภรรยาสามคนจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม นาย
อารีย์ วงศ์อารยะ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2550 พล.อ.สนธิกล่าวว่าตนไม่ยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินของภรรยาคนที่ 3 ต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางกฎหมาย
บุตรที่เกิดกับนางปิยะดา บุญยรัตกลิน มี 2 คน คือ ร.ต.นิธิ บุญยรัตกลิน(ป๊อป) และ นายนิรินทร์ บุญยรัตกลิน(ไปป์) บุตรที่เกิดกับนางวรรณา บุญยรัตกลิน มี 2 คน คือ พ.ต.ต.สุทธิเวท บุญยรัตกลิน และ ร.ท.สุธาวิทย์ บุญยรัตกลิน และบุตรที่เกิดกับนางสุกัญญา บุญยรัตกลิน มี 2 คน คือ นายเอกรินทร์ บุญยรัตกลิน และน.ส.ศศิภา บุญยรัตกลิน(พลอย)

พลเอกสนธิศึกษาในระดับประถมและมัธยมที่ โรงเรียนวัดพระศรีมหาธาตุ และศึกษาต่อโรงเรียนเตรียมทหาร (รุ่นที่ 6) และศึกษาต่อ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เหล่าทหารราบ (รุ่นที่ 17) และได้ศึกษาในระดับอุดมศึกษา สำหรับปริญญาโท สาขาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (การทหาร) โรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่ 42) พล.อ.สนธิ เป็นนายทหารของหน่วยรบพิเศษ ที่ผ่านการรบด้านการปราบปราม ผกค. ด้าน อ.กุยบุรี และ จ.ปราจีนบุรี รวมถึงการออกไปรบที่ประเทศเวียดนามและกัมพูชา ตำแหน่งล่าสุดก่อนที่จะมาเป็น หน. คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่ท่าน ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในยุคสมัยท่านนายกฯทักษิณ
ขอขอบคุณข้อมูล จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ครั้นเมื่อยึดอำนาจการปกครองได้เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาบริหารชาติ ใหม่โดยเชิญท่าน พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ขณะที่ท่านผู้นี้ดำรงค์ ตำแหน่งเป็นองคมนตรี เชิญท่านมาเป็นนายกฯจัดแจงชาติบ้านเมือง ตามอุดมการณ์แบบใหม่และจัดตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ( สสร. ) ฉบับใหม่ขึ้นมาแทนฉบับ มหาประชาชน 40 โดยมีท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตรเป็นประธาน สสร.จัดทำร่างใหม่ขึ้นมา ขณะเขียนบันทึกนี่ กำลังมีการประชุม สสร.เพื่อพิจารณาร่าืงฯเป็นรายมาตราอยู่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มี 15 หมวด 1 บทเฉพาะกาลรวม 299 มาตราวันนี้กำลังมีการประชุมสภาร่างฯกันอย่างเข้มข้น ขณะการเมืองนอกรัฐสภาก็ดุเดือด ......... !

กลุ่มขบวนพระภิกษุพร้อมญาติโยมรวมกลุ่มกันนั่งสมาธิหน้ารัฐสภาเพื่อผลักดันให้ฝ่าย สสร.ไห้บรรจุคำว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ล่าสุดวันก่อน เห็นว่าไม่มีการบรรจุแล้ว ทำเอาหมุ่ภิกษุสงฆ์ที่หน้า รัฐสภาวนารราม พากันคว่ำบาตรยักษ์โครม ... !เป็นข่าวไปเรียบร้อยแล้ว และทราบว่า กลุ่มขบวนพระญาติโยมยังคงปักหลักประท้วงแบบพระ ๆอยู่หน้ารัฐสภา ต่อไป ในการขับเคลื่อนระบบภายในองค์กร สสร.เองผุ้ที่ เสนอญัตติให้มีวาระดังกล่าวคือ ท่าน ดร.พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ แต่สุดท้ายมติโดยรวมของที่ประชุมใหญ่ สสร. ไม่บรรจุศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ ฝ่ายทางพระที่ประท้วงบอกเป็นนัย ๆ ว่าจะ ดำเนินการ รณรงค์ไปยังญาติโยมทั่วประเทศให้แสดงมติ ไม่้ รับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไป

ที่สนามหลวงมี ขบวนการ " แนวร่วมกลุ่มประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) " โดยการนำของท่านวีระ มุสิกพงศ์, ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ, จตุพร พรหมพันธุ์, จักรภพ เพ็ญแข, คุณหมอเหวง โตจิราการ พากันเดิน พาเหรดกรีฑาทัพ มะวานตอนเย็นพาเหรดจากท้องสนามหลวงไปยัง บ้านสี่เสาเทเวศ์อันเป็นบ้านพักท่านประธานองคมนตรี ฯพณฯพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เพื่อขับไล่ท่านให้ลาออกจากตำแหน่ง แต่ก็เพียงได้แค่เดินพาเหรดไปไม่ถึงบ้านท่าน เท่านั้น สองทุ่มเศษ ก็พากันพาเหรดกลับสนามหลวง.

เอาน่ะ ......... บ้านเมืองก็เป็นบ้านเมืองอยู่แหละทำกันไป แก้กันไปพี่เหย น้องเหยแต่ก็มีข้อพิเคราะห์จากนักวิชาการบางท่าน บอกถ้าวันที่ 19 สค.จะถึง ที่เป็นวันแสดงมติของประชาชนทั้งประเทศ ว่าจะรับ หรือไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เกิดเป็นว่าผลของมติทั้งประเทศ บอกว่า " ไม่รับ " ยุ่งไปใหญ่แน่ ........... อาจจะเป็นนัยว่านี่คือ การไม่รับ ไม่เอา คมช. รัฐบาล การไม่ไว้วางใจ ....... ฯลฯแล้วงานบริหารชาติบ้าน เมืองที่อยู่ในห้วงเวลาปฏิวัติขณะปัจจุบันก็คงจะมืดมนเอาการอยู่ทีเดียว
ในเมื่อประเทศต้องการ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยต้องการ กฎหมายหลักที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ ต้องการการเลือกตั้งหากว่า ประชาชนไม่เอาไม่รับ .............. งานนี้ ทุกคนต้องหาทางออกร่วมกัน.

ไม่มีความคิดเห็น: