CHAAI RADIO

             
<=กรุงเทพฯ,Thai <=อเมริกา, WashingtonDC <=รัสเซีย, Moscow <=เกียวโต,Japan

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2551

ถิ่นฐานบ้าน ศรคีรี / ( hometown )

9 มกราคม 2551


1634 น.
ฮือออ ........ ท่านเป็นไรของท่านมะทราบได้ ? เน็ตทีโอทีวันนี้ ท๊างวัน ท่านติดๆ ดับๆเหออๆตูข้าในฐานะว่าผู้ใช้บริการที่จ่ายค่าบริการรายเดือนแบบต้องจ่ายเสมอ แต่ระบบให้บริการของทางบริษัทแห่งท่านมันท่าจะเอาเปรียบๆ หมู่เราผู้บริโภคยังงัยอยู่นาท่าน นา ?ก้อแหม .... ตั้งแต่ใช้บริการกันมาน่ะสองปี แทบจะไม่มีวันไหนเลยที่ ระบบอินเตอร์หลุด โฮ๊ะ ....... ทานโทษระบบ อินเตอร์เน็ตแห่งท่านมันไม่ยอมนิ่งไหลเชื่อมกันแบบต่อเนื่องตลอดวัน ให้ชื่นใจซ๊ากวัน ขอรับ ..... เหอออ ๆ ม่ายรู้จะว่ากันยังไงก๊ะระบบแห่งท่าน ? ฤา ว่าตูข้าคาดหวังสูงเกินไปหนอ ก๊ะ การที่อยากให้ระบบอินเตอร์เน็ตในประเทศสารคอกนี้ไหล ............. รื่นสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง เหอออ ๆ ท่านบอร์ดแห่งบริษัทฯผู้ให้บริการช่วยตอบให้ชื่นหูตูข้าซักคำเฮอะ


วันนี้งดกิจกรรมงานออกกำลังกาย ขืนออกมากไปเกินกว่านี้เดี๋ยวฉุนขึ้นมากระโดดใส่ครัยซักคนแหลกลาญปากเลือดกลบ .... !ท่านจะหาว่าตูข้าเป็นแค่ควายป่า เหออออ ๆ


" อยากรู้นักเออ ว่าใจของเธอ ทำด้วยอะไร จึงอ่อนเหมือน ขี้ผึ้งรนไฟ โอนเอนอ่อนไหว เหมือนไผ่ ต้องลม คนสวมหน้ากาก คนหวานลมปาก เธอกับชื่นชม คนกลิ้งกลอกเหมือน มะนาว กลมกลม เธอกลับนิยม ว่าเขาดี อยากรู้นักเออ หัวใจของเธอ เพียงสี่ ห้องนั้น เหตุไฉน ไปเร่แบ่งปัน ให้กับคนนั้น ให้กับคนนี้ เธอสวยเสน่ห์ แม่ค้ารักเร่ ขายรูปโลกีย์ หัวอกของฉัน เหมือนโดนไฟจี้ เพราะฉันเคยมี รักแรกกับเธอ ฉัน เป็นคนพูดขวานผ่าซาก คำพูดจากปาก มันออกมาจาก ใจจริงเสมอ เห็นเธอควง คนอื่น ฉันอยากเอาปืน ฆ่าเธอ อยากจะรู้ นักเออ หัวใจของเธอ ทำด้วยอะไร อยากรู้นักเออ หัวใจของเธอ ที่มอบให้ฉัน จากกันเพียง แค่สองสามวัน ใยจึงแปรผัน หันเปลี่ยนหัวใจ เปลี่ยนแขนชายกอด เหมือนนกปรอด ที่ว่าบินไว เธอโปรดได้คิด สักนิดเป็นไร ร่วงโรยลงไป แล้วใครจะมอง ...ฉัน เป็นคนพูดขวานผ่าซาก คำพูดจากปาก มันออกมาจาก ใจจริงเสมอ เห็นเธอควง คนอื่น ฉันอยากเอาปืน ฆ่าเธอ อยากจะรู้ นักเออ หัวใจของเธอ ทำด้วยอะไร อยากรู้นักเออ หัวใจของเธอ ที่มอบให้ฉัน จากกันเพียง แค่สองสามวัน ใยจึงแปรผัน หันเปลี่ยนหัวใจ เปลี่ยนแขนชายกอด เหมือนนกปรอด ที่ว่าบินไว เธอโปรดได้คิด สักนิดเป็นไร ร่วงโรยลงไป แล้วใครจะมอง "
เพราะนั่งเขียนต้นฉบับอยู่ถิ่นฐานบ้านอดีตคนดังท่านนี้ เลยพลอยอินไปก๊ะบทเพลงที่ท่านผู้นี้ขับร้องเอาไว้เมื่อยุคสมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ "ศรคีรี ศรีประจวบ" ผู้สุดยอดทางน้ำเสียงลูกทุ่งทั้งตนตัวแลจิตวิญญาณ แทบทุกเพลงของท่านผู้นี้ โดยส่วนตัวของผู้เขียนบันทึกบอกได้ว่าช๊อบ ....... ชอบครับ เหมาะนักกับหนุ่มลูกทุ่งผู้มีกลิ่นไอของท้องนาผืนไร่ร่มเงาแสงอาทิตย์ในทุ่งกสิกรรม ฟังแล้วอยากหยุดถอยหลังเวลาคืน ... คืน ๆๆสู่นักเรียนชั้นป.เจียมครั้งกระโน้นจังเลยแหละ วันนี้เพลานี้ตูข้ามาเนาว์พำนักอยู่ถิ่นแดนแห่งท่านผู้นี้แล้ว จึงไม่พลาดที่จะฟังเพลงแห่งท่าน พอไล่เรียงจริงๆแล้วในรายละเอียดแห่งชีวิต "ศรคีรี ศรีประจวบ" ผู้นี้มีรายละเอียดปลีกย่อย แนบท้ายแห่งวิถีชีวิตของท่านแยะอยู่ ยิ่งสำหรับแฟนคลับโดยเฉพาะแล้วยิ่งชวนให้อยากรู้เรื่องราวชีวิตของนักร้องผู้นี้เป็นยิ่งนักแหละ
ประวัติ
ศรคีรี เล่าถึงประวัติของตัวเองเอาไว้เมื่อ พ.ศ. 2515 ว่า "บ้านเกิดผมเลขที่ 13 บ้านหนองอ้อ ต. บางกระบือ อ.
บางคณที (จ.สมุทรสงคราม )พ่อผมชื่อมั่ง แม่ชื่อเชื้อ ผมมีพี่น้อง 6 คน ผมเป็นคนสุดท้อง ชื่อจริงผม ชื่อ น้อย ทองประสงค์ เกิดวันที่ 4 มีนาคม 2487 ผมเรียนจบ ป.4 ที่โรงเรียนพรหมสวัสดิ์สาธร จบมาก็ช่วยแม่ปาดตาล (มะพร้าว) ปีนต้นตาลทุกวัน มันเหนื่อยก็เลยหยุดพักบนยอดตาล เพื่อ ไม่ให้เสียเวลาผมก็ร้องเพลงบนยอดตาลจนหายเหนื่อยแล้วค่อยทำงานต่อ เพลงที่ชอบร้องก็มี "เสือสำนึกบาป" , "ชายสามโบสถ์" เพราะตอนนั้นเพลงของคำรณ สัมบุณนานนท์ ฮิตเป็นบ้าเลย ตอนนั้นอยาก เป็นนักร้องใจแทบขาด เวลาวงดนตรีของ พยงค์ มุกดา มาแสดงใกล้บ้าน ผมจะไปสมัครร้องให้คุณพยงค์ฟัง แกบอกว่าให้ไปหัดร้องมาใหม่ พยายามอยู่ 2 ครั้งครูพยงค์บอกว่ายังไม่ดี ผมเลย เลิกไปเอง จากนั้นพออายุ 20 ปี บวชได้พรรษาหนึ่งก็สึก พ่อแม่ผมไปซื้อไร่ที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โน่น ตอนนั้นเขากำลังทำไร่สับปะรดกัน"
แต่ประวัติอีกกระแสบอกว่า เพราะรักครั้งแรกเป็นพิษขณะที่บวช เมื่อว่าที่พ่อตาให้ลูกสาวแต่งงานกับชายอื่น เขาจึงเตลิดหนีออกจากบ้านมาอยู่กับพี่ชายที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยพี่ชายแบ่งไร่สับปะรดให้ทำ
ที่นี่ ศรคีรีเริ่มร้องเพลงอีกครั้ง โดยเข้าประกวดร้องเพลงตาม
งานวัด และคว้ารางวัลมากมาย จนเพื่อนชื่อ พยงค์ วงศ์สัมพันธ์ มาชวนให้ร่วมวงที่เช่าเครื่องดนตรี และจ้างครูดนตรีจากที่ค่าย "ธนะรัชต์" มาสอน เพื่อความสนุกในหมู่บ้าน ต่อมาเมื่อคนรู้จักมากขึ้น จึงตั้งวง "รวมดาววัยรุ่น" ที่ต่อ มาเปลี่ยนชื่อเป็น "รวมดาวเมืองปราณ" รับงานแสดงทั่วไปตามบ้านที่ขายสับปะรดได้โดยไม่คิดเงินทอง ตอนนั้นศรคีรีร้องเพลงแบบรำวง และใช้ชื่อ "พนมน้อย" เพราะร้องเพลงของ พนม นพพร และศักดิ์ชาย วันชัย ต่อมาได้นำวงมาแสดงในงานปีใหม่ของจังหวัด "ประหยัด สมานมิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ฟังเสียง และเห็นหน้าก็รักใคร่ชอบพอ จึงเปลี่ยนชื่อให้เป็น ศรคีรี ศรีประจวบ
หลังจากนั้น
วิจิตร ฤกษ์ศิลป์วิทยา คนอยู่ใกล้บ้านกันให้การสนับสนุนเพื่อวงดนตรีแข็งแรงขึ้นและพากันเข้ากรุงเทพฯ เช่าเวลารายการวิทยุยานเกราะจาก จำรัส วิภาตะวัธ วิ่งล่องกรุงเทพฯ ประจวบฯอยู่บ่อยๆ ก็ได้พบกับ เพลิน พนาวัลย์ ที่พาเขาไปพบ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่บ้าน ตามคำขอร้องของศรคีรี
โด่งดัง
"ภูพาน เพชรปฐมพร" นักร้องที่ใกล้ชิดกับศรคีรีในวง “ รวมดาววัยรุ่น “ เล่าว่า ตอนไปขอเพลง ตอนนั้นครูมีนักร้องที่ดังมากคือ
รุ่งเพชร แหลมสิงห์ เป็นลูกศิษย์อยู่ ศรคีรีก็ร้องเพลงแนวเดียว กัน ครูไพบูลย์ก็ไม่ให้ จึงต้องเทียวไปเทียวมาอยู่หลายครั้ง จนครูใจอ่อน เพลงแรกที่ได้มาคือ น้ำท่วม ตอนที่บันทึกเพลง น้ำท่วม จ. ประจวบคีรีขันธ์ เสียหายอย่างมาก สับปะรดถูกน้ำท่วมทั้ง หมด นอกจากนั้น ครูก็ยังให้เพลงมาอีก 3 เพลง คือ "บุพเพสันนิวาส" , "แม่ค้าตาคม" , "วาสนาพี่น้อย" สำหรับการบันทึกเสียงครั้งแรกนั้น ชุดแรกมีทั้งหมด 6 เพลง คือ น้ำท่วม, บุพเพสันนิวาส, วาสนาพี่น้อย, แม่ค้าตาคม, พอหรือยัง และบางช้าง งานนี้ ศรคีรี เปลี่ยนสภาพจากนักร้องเพลง รำวง มาเป็น นักร้องเพลงหวานโดยสมบูรณ์
หลังจากเพลงเริ่มเป็นที่รู้จัก ศรคีรีลงมาอยู่กรุงเทพฯ แต่ยังไม่นำวงดนตรีมาด้วย โดยจะนำมาก็แต่เมื่อมีงาน ครั้งแรกในกรุงเทพฯ เขาเปิดการแสดงงานศพน้องชายครูไพบูลย์ที่
วัดหลักสี่ บางเขน จากนั้นวงก็เริ่มรับงานในกรุงเทพฯ และเดินสายทั่วประเทศ และในการออกเดินสายใต้เป็นครั้ง แรก วงประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จัดว่าเป็นวงที่มีค่าตัวแพงวงหนึ่ง ช่วงนั้นศรคีรีได้มีโอกาสแสดงหนังของ ครูรังสี ทัศนพยัคฆ์ เรื่อง "มนต์รักจากใจ" ด้วย
ต่อมาศรคีรีมีชื่อเข้าไปพัวพันคดีสังหารคนในวงการด้วยกัน ชื่อเสียงจึงตกลงไปบ้าง แต่ในที่สุดก็พิสูจน์ตัวเองได้ และกลับมาอีกครั้งในเพลง "ตะวันรอนที่
หนองหาร" "อยากรู้ใจเธอ" รักแล้งเดือนห้า" "ลานรักลั่นทม" และ "คิดถึงพี่ไหม" ซึ่งเพลงหลังนี้ ขณะบันทึกเสียงศรคีรีร้องโดยปิดไฟมืด ซึ่งเขาไม่เคยทำมาก่อน เพลงนี้แต่งโดย พยงค์ มุกดา โดย ทิว สุโขทัย เคยร้องไว้เป็นคนแรกและเสียชีวิตไปก่อนหน้า และเพลงนี้เป็นเพลงสุดท้ายที่ศรคีรีได้บันทึกเสียงไว้
ลาลับ
ก่อนเสียชีวิต ศรคีรีเคยไปทำการแสดงที่โรงหนังเอกมัยราม่า มีคนนำเอาพวงมาลัยดอกไม้สด แต่คาดด้วยผ้าดำแบบที่ทำไว้สำหรับคนตายมอบให้บนเวทีขณะร้องเพลง ศรคีรีรับไว้ด้วยความเกรงใจ เมื่อกลับเข้าหลังเวที ศรคีรีสั่งเลิกการแสดงคืนนั้นทันทีทั้งที่ร้องเพลงได้เพียง 5 เพลง
ด้วยวัยแค่ 32 ปี ศรคีรี ศรีประจวบ จากโลกนี้ไปเมื่อ 30 มกราคม 2515 ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในเวลาไม่แน่นอน ประมาณ 03.00 - 05.00 น.บริเวณริมถนนสายเอเชีย อ.พรานกระต่าย จ.
กำแพงเพชร ขณะเดินทางกลับจากการแสดงที่วัดหน้าพระธาตุ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์เข้ากรุงเทพฯ เพื่อเปิดทำการแสดงที่วัดภาษี เอกมัย ในตอนค่ำ คาดว่าคนขับรถของศรคีรีเกิดง่วงนอน จึงจอดรถเก๋งโตโยต้าคราวน์ข้างทางเพื่อพักสักงีบ แต่ปรากฏว่ารถบรรทุกไม้ วิ่งมาด้วยความเร็วสูงประกอบกับบริเวณนั้นเป็นสะพานสูง เมื่อรถบรรทุกไม้วิ่งมาด้วยความเร็ว เมื่อถึงสะพานก็ทำให้รถกระโดดเสียหลัก ขึ้นไปทับรถของศรคีรี ทำให้เขาเสียชีวิตคาที่
หลังแสดงวันนั้น ลูกวงได้ออกเดินทางมายังจุดนัดพบที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งก่อน แต่หลังจากที่ลูกวงรออยู่นาน หัวหน้าวงยังเดินทางมาไม่ถึง จึงออกเดินทางต่อ แต่วิ่งไปสักระยะหนึ่ง ก็มีรถพลเมืองดีวิ่งไล่ตามและเรียกให้จอด เพื่อแจ้งข่าวเรื่องการประสบอุบัติเหตุของรถของศรคีรี หลังพบใบปลิวการแสดงปลิวออกจากรถศรคีรีเกลื่อนกลาด หลังรถบัสวิ่งกลับไปก็พบศพดังกล่าว ข้อมูลบางแหล่งบอกว่า ศรคีรี เสียชีวิตประ มาณ 8.00 น.ซึ่งเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นเวลาพบศพมากกว่า
ก่อนเสียชีวิต ศรคีรี สมรสแล้ว และมีบุตรธิดารวม 3 คน เป็นชาย 2 หญิง 1 ชื่อ สมศักดิ์ ,ชนัญญา และสันติ
ครู
ไพบูลย์ บุตรขัน เคยเขียนไว้อาลัยการจากไปของศรคีรีว่า "แด่สุดรัก เธอเกิดมาเป็นผู้กล่อมโลก ฉันเป็นผู้ถ่ายทอดอารมณ์ บัดนี้เธอจากโลกไปแล้วเหลือเพียงเสียงเพลง ศรคีรี ศรีประจวบ ฉันเสียดาย เสียดายจริงๆ เพราะเธอควรจะอยู่กล่อมโลกให้นานกว่านี้ "
ขอขอบพระคุณข้อมูล จาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี








ขอบคุณภาพจากชาวเว็ปด้วยกันที่นำมาลงไว้

ไม่มีความคิดเห็น: